German Progressive Rock

ปัญญรักษ์ พูลทรัพย์
PLAYING BY EAR
SP419 กรกฎาคม 2539

การจะดูว่าดนตรีในเยอรมนีวิวัฒนาการมาอย่างไรต้องย้อนกลับไปดูที่ประเทศอังกฤษในปี 1968 ซึ่งเป็นปีที่ดนตรีร็อกเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจากดนตรีบลูส์และริธึมแอนด์บลูส์ อันเป็นแนวดนตรีที่กำลังบูมสุดขีดในอังกฤษตลอดทศวรรษที่ 1960 ดนตรีร็อกเริ่มวิวัฒนาการจากแนวดนตรีดังกล่าว ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการแทรกเทคนิคต่างๆเข้าไป โดยเปิดช่องให้มีท่อนโซโลตามความถนัดของนักดนตรี ผลงานเพลงร็อกที่ออกมาในช่วงนี้จะปรากฏอิทธิพลของดนตรีบลูส์อย่างเด่นชัด ในขณะที่บางเพลงก็เริ่มจะคลำหาอิทธิพลบลูส์ไม่เจอ ซึ่งเป็นวิวัฒนาการก้าวกระโดดไปสู่ดนตรีร็อกในยุคต่อมา

เมื่อดนตรีร็อกได้รับความนิยมและแผ่ขยายไปสู่ประเทศอื่นๆทั้ง อเมริกา อิตาลี และเยอรมนี ดนตรีร็อกที่ซึมเข้าไปในวัฒนธรรมดนตรีของประเทศเหล่านี้ก็มีวิวัฒนาการไปคนละแบบแตกต่างกัน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศที่จะมีดนตรีร็อกอันเป็นแบบฉบับของตนที่แยกแยะได้ชัดเจน โดยเพียงแค่ฟังดูก็สามารถบ่งชี้ได้โดยไม่ยากว่าดนตรีชิ้นนั้นเป็นผลงานจากประเทศอะไร ต่อมาดนตรีร็อกในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในอิตาลีและเยอรมนีก็เริ่มสร้างสมดนตรีร็อกอันเป็นแบบฉบับของตนเองบนรากฐานอันมั่นคงที่แทรกซึมเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมดนตรีของประเทศนั้นๆ ยิ่งกว่านั้นบรรดาศิลปินเหล่านี้ก็มิได้พึงพอใจอยู่เพียงเครื่องดนตรีหลักอย่าง กีตาร์ เบส คีย์บอร์ด และกลอง พวกเขาเริ่มทดลองสิ่งใหม่ๆ อันนำไปสู่ความซับซ้อนในการเรียบเรียงผลงานดนตรียิ่งกว่ารากฐานดนตรีบลูส์ จนกระทั่งผลงานบางชิ้นเข้าใกล้ดนตรีคลาสสิค เครื่องดนตรีที่มักนิยมนำเข้ามาเพิ่มเติมได้แก่เครื่องเป่าและเมโลตรอน บางวงก็นำผลงานดนตรีคลาสสิคอย่าง Pictures at an Exhibition มาเล่นคัฟเวอร์ยกทั้งเพลง และก็น่าประหลาดใจที่พบว่าดนตรีร็อกในเยอรมนีวิวัฒนาการไปได้ไกลมาก ทั้งๆที่ก่อนปี 1968 เยอรมนียังไม่รู้จักดนตรีร็อกกันเลย นอกจากนี้ธุรกิจดนตรีในยุคแรกเริ่มของดนตรีร็อกในเยอรมนีก็วางตัวเฉยเมยต่อกระแสดนตรีใหม่ บวกกับการขาดการรวมศูนย์ทางดนตรีและกฎหมายต่อต้านการกดขี่แรงงานเยี่ยงทาสที่ห้ามวงดนตรีมีผู้จัดการ ก็ยิ่งมิได้ช่วยส่งเสริมวงการดนตรีร็อกแม้แต่น้อย

ดนตรีร็อกในเยอรมนีวิวัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถตีกรอบเป็นดนตรีร็อกธรรมดาไปได้ นอกจากจะเรียกว่า Progressive Rock ซึ่งเยอรมนีมีวงดนตรีประเภทนี้อยู่มากมายพอๆกับอิตาลี ซึ่งทั้งอิตาลีและเยอรมนีก็มีการพัฒนาสไตล์ทางดนตรี Progressive Rock ที่ต่างกันไป แต่ก็มีจุดร่วมกันบางประการ กล่าวคือบทเพลงมักจะมีความยาวกว่าปกติ มีความซับซ้อน และเน้นหนักไปทางเสียงซิมโฟนิคเป็นต้น แต่จุดต่างที่เด่นชัดคือดนตรีจากอิตาลีจะวนเวียนอยู่กับเสียงคีย์บอร์ด ในขณะที่วงเยอรมนีจะเน้นที่เสียงกีตาร์มากกว่า

พอย่างเข้าปี 1971 ดนตรี Progressive Rock ก็ปะทุขึ้นถึงขั้นระเบิดในเยอรมนี มีวงนับร้อยวงที่ผลิตผลงาน Progressive Rock ชั้นดีออกมาในช่วงระยะเวลาอันสั้น วงดนตรีหลายวงจากต่างประเทศก็พากันย้ายมาออกผลงานและออกแสดงสดในเยอรมนี ด้วยหวังที่จะได้รับความสนใจจากแฟนเพลงที่พุ่งความสนใจไปที่เยอรมนี วง Nektar จากอังกฤษเป็นตัวอย่างอันดีที่ย้ายถิ่นไปออกอัลบั้มในเยอรมนีราวห้าชุด แม้ว่า Nektar จะเป็นวงอังกฤษ แต่ก็มีสำเนียงดนตรีแบบเยอรมนี แถมยังมีอิทธิพลต่อวงเยอรมันหลายวงด้วย

บริษัทแผ่นเสียงที่มีส่วนร่วมในการออกผลงานชั้นดีจากเยอรมนีในช่วงนี้ก็มี Bellaphon, Brain, Nova, Ohr, Pitz และ Zebra ซึ่งผลงานจากทั้งหกบริษัทนี้รับประกันคุณภาพได้ว่าอย่างเลวก็อยู่ในขั้นดี ทำให้นักสะสมแผ่นเสียงในยุคหลังมุ่งสะสมผลงานทุกชุดที่ออกโดยบริษัททั้งหกนี้ โดยมีบริษัท Brain เป็นบริษัทที่มีผลงานน่าสะสมที่สุด ทำให้ราคาแผ่นจากบริษัทนี้ถีบตัวสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย แต่โชคดีของนักสะสมที่มีการนำผลงานเก่าๆเหล่านี้รีอิชชู่ทั้งในรูปแผ่นเสียงและซีดีทำให้ทุกคนได้ฟังผลงานชั้นดีกันถ้วนหน้า และในราคาที่พอซื้อหากันได้

ประวัติศาสตร์ดนตรี Progressive Rock ของเยอรมนีจะสมบูรณ์ไม่ได้หากไม่ได้เอ่ยชื่อบุคคลสำคัญสองคนคือ Conny Plank และ Dieter Dierks เพราะทั้งสองคนนี้คือผู้บงการให้เกิดดนตรีในลักษณะ German Sound หรือ Kraut Rock อันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและไม่ว่าจะหยิบผลงานชั้นดีชุดใดก็ตามในยุคนี้มาพลิกดูด้านหลัง จะพบว่ามีชื่อของสองคนนี้คนใดคนหนึ่งปรากฏอยู่ในฐานะโปรดิวเซอร์หรือเอนจิเนียร์และทุกอย่างที่สองคนนี้ยื่นมือเข้าไปเกี่ยวจะเป็นเงินเป็นทองไปหมด มีวงหลายวงที่ยอมเสียเวลารอคอยให้คนใดคนหนึ่งนี้ว่างมาช่วยผลิตอัลบั้มให้ เพื่อเป็นหลักประกันถึงเสียงสมบูรณ์แบบ แน่นอน และหนักแน่น แม้แต่อัลบั้ม Lonesome Crow ของ Scorpions ที่มีส่วนผสมของ Progressive Rock ก็มีชื่อ Conny Plank ปรากฏอยู่ ในขณะที่อัลบั้มของ Scorpions ยุคแรกๆที่ยอดเยี่ยมอย่าง In Trance, Taken by Force และ Virgin Killer ก็มี Dieter Dierks เป็นโปรดิวเซอร์และเมื่อใดก็ตามที่วง Progressive Rock จากเยอรมนีที่เคยมีผลงานยอดเยี่ยมออกมาเช่น Jane ฯลฯ ออกผลงานที่ไม่มีชื่อคนใดคนหนึ่งนี้ค้ำประกัน ก็รับรองได้ว่าผลงานชิ้นนั้นต้องเป็นผลงานที่แย่และห่วยมากๆ Plank และ Dierks มีชื่อเสียงจนกระทั่งสามารถมีห้องบันทึกเสียงของตนเอง แต่ในระยะหลังก็ไม่ค่อยมีผลงานอกมา จึงไม่น่าสงสัยที่ผลงานดนตรีในระยะหลังของเยอรมนีจึงหางานที่มีคุณภาพได้ยาก (Conny Plank เสียชีวิตไปแล้วไม่กี่ปีมานี้)

ดูเหมือนว่าวงดนตรีที่ออกผลงานชั้นเยี่ยมติดต่อกันหกชุด แต่กลับมีคนรู้จักน้อยมากคือ Jane แม้ว่าแนวดนตรีของ Jane จะมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ก็มักจะหนีไม่พ้นความเป็น Progressive Rock จะมีก็ตอนช่วงหลังๆเท่านั้นที่พวกเขาไปทดลองเล่นอิเล็กทรอนิกส์บ้าง แจ๊สบ้าง จนกระทั่งฮาร์ดร็อค แต่ในช่วงที่พวกเขาครองบัลลังก์อยู่ พวกเขาขนานนามแนวดนตรีตนเองว่าเป็นสเปซร็อก

Jane ก่อตั้งวงกันในปี 1971 และจากนั้นมาสมาชิกของวงก็มีความเปลี่ยนแปลงไม่หยุดหย่อน จนไม่มีอัลบั้มชุดใดที่มีสมาชิกเหมือนกันทั้งวง พวกเขาเริ่มต้นด้วยการเป็นวงห้าชิ้น ต่อมาลดลงเหลือสี่และสามแล้วก็กลับเพิ่มเป็นห้าใหม่ โดยมีสมาชิกหลักที่ยืนหยัดอยู่กับวงเกือบตลอดคือ Klaus Hess (กีตาร์+ร้องนำ) และ Peter Panka (กลอง+ร้องนำ) โดย Hess จะรับหน้าที่แต่งเพลงส่วนใหญ่

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ Jane คืออัลบั้มห้าชุดแรกใช้นักร้องนำต่างกันทุกชุด (Panka ร้องนำในชุดที่สอง และ Hesss ร้องนำในชุดที่ห้า) ซึ่งหากเป็นวงอื่นที่เปลี่ยนนักร้องนำอยู่เช่นนี้ก็คงถึงจุดจบโดยง่าย แต่สำหรับ Jane แล้ว แม้จะต่างนักร้องกัน แต่ฟังแล้วจะรู้สึกว่าเสียงร้องคล้ายกันจนถ้าไม่ดูชื่อก็จะแยกไม่ออก

อัลบั้มชุดแรกคือ Together (1972) เมื่อดูภาพปกที่ออกไปทางไซเคเดลิกประกอบกับต้นสังกัด Brain ก็พอจะบอกได้ว่าผลงานชุดนี้อยู่ในขั้นดี และ Brain ยังเป็นหลักประกันในคุณภาพเสียงอันยอดเยี่ยมด้วย อีกทั้งยังมีชื่อ Conny Plank เป็นโปรดิวเซอร์ หากอัลบั้มชุดนี้ออกมาแย่ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว เสียงคีย์บอร์ดจากอัลบั้มชุดนี้เล่นดังจนรู้สึกสัมผัสได้ถึงพลังลมที่ปล่อยออกมา บวกกับเสียงกีตาร์ที่ลีดได้อย่างสะใจ และคงไม่สามารถหาใครที่เล่นกีตาร์แบบนี้ได้อีกแล้วในปัจจุบัน

อัลบั้มต่อมา Here We Are (1973) ได้ Dierks เป็นมิกเซอร์และเล่นซินธ์ฯให้เพลงนึง แม้จะมีเพลงสั้นๆมากกว่าอัลบั้มชุดแรก แต่แนวทางยังคงเดิม อัลบั้มชุดที่สามชื่อ III (1975) โดยเป็นอัลบั้มแรกที่แคปิตอลรับจัดจำหน่ายในอเมริกา แนวดนตรีออกไปทางร็อกที่ลดความซับซ้อนลงเพื่อเอาใจตลาดอเมริกัน โดยไม่มีโปรดิวเซอร์ชื่อดังมาร่วมงาน แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งความยอดเยี่ยมไปมากนัก การประสบความล้มเหลวในยอดขายอัลบั้มชุดนี้ทำให้ Jane คิดได้จึงหันกลับไปสานต่อแนวทางที่เคยยึดถือในสองอัลบั้มแรก ผลก็คือ Lady (1975) และ Fire, Water, Earth & Air (1975)

ปี 1976 Jane มีอัลบั้มคู่แสดงสด Jane Live โดยนักดนตรีแต่ละคนผลัดกันร้องนำ โดยมีเพลงใหม่ชื่อ Windows ที่พวกเขาเริ่มทดลองเสียงอิเล็กทรอนิกส์ อัลบั้ม Between Heaven And Hell (1977) เป็นผลงานคุณภาพชุดสุดท้ายของ Jane และอัลบั้มต่อมา Age Of Madness (1978) เป็นความหายนะของวงที่เต็มไปด้วยดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ พวกเขาพักงานไปหลายปี Peter Panka กลับมารวบรวมวงขึ้นใหม่ในปี 1986 ด้วยผลงานชุด Beautiful Lady ซึ่งชื่ออัลบั้มก็น่าจะบ่งบอกแนวดนตรีได้ และ Live '89 ที่เพลงอมตะของวงถูกทำลายอย่างย่อยยับด้วยนักดนตรีฝีมือไม่ถึง

วงจากเยอรมนีที่มีชีวิตอยู่ยาวนานไม่แพ้ Jane คือ Eloy แถมยังผลิตอัลบั้มออกมาเรื่อยๆจนปัจจุบัน แม้ Eloy จะถูกตราหน้าว่าพยายามเลียนแบบ Pink Floyd แต่ดนตรีสเปซร็อกของพวกเขาก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ได้ยินที่ไหนก็จำได้ โดยเฉพาะนักร้องนำที่ร้องเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงเยอรมันเด่นชัดจนหลายคนทนไม่ได้

ดูเหมือนว่า Triumvirat จะเป็นวงเยอรมันวงหนึ่งที่ข้ามฝั่งไปดังในอเมริกาด้วยอัลบั้ม Spartacus (1975) ซึ่งมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับผลงานยุคแรกของ ELP อย่างช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะเสียงคีย์บอร์ด Spartacus เป็น concept album เกี่ยวกับการลุกฮือของทาสในกรุงโรม ซึ่งนอกจากเสียงคีย์บอร์ดอันลือลั่นจาก Jurgen Fritz มือคีย์บอร์ดร่างอ้วนแล้ว เสียงนักร้องนำของ Helmut Kollen ก็ช่วยเพิ่มความไพเราะให้กับบทเพลงและก็เป็นงานชิ้นสุดท้ายของ Kollen เพราะเขาเสียชีวิตโดยอุบัติเหตุรถยนต์ในเวลาต่อมา และ Triumvirat ก็ไม่สามารถหานักร้องมาแทน Kollen ได้อย่างเหมาะเจาะ

วงเยอรมันที่มีประวัติความเป็นมาไม่เหมือนใครคือ Amon Düül และ Amon Düül II เพราะถือกำเนิดจากขบวนการต่อต้านสงครามในเบอร์ลินในทศวรรษที่ 1960 โดยในระยะแรกการรวมกลุ่มกันมีลักษณะเป็นคอมมูนของพวกคอมมิวนิสต์ และได้แยกเป็นสองวงเมื่อมีความคิดไม่ตรงกัน แนวดนตรีของทั้งสองวงมีลักษณะเป็นสเปซร็อกผสมไซเคเดลิกแบบตามใจคนเล่น บางครั้งก็ออกไปทาง Progressive และบางครั้งก็เข้าถึงง่าย ต่อมาก็แตกออกเป็นวงที่ 3 ชื่อ Amon Düül UK

อีกวงจากเบอร์ลินคือ Ash Ra Tempel เป็นวงดนตรีในยุคแรกๆ ที่ Klaus Schulze (Tangerine Dream) เคยร่วมงานด้วย และเป็นวงคุณภาพคลาสสิคใหม่สเปซร็อกจากเยอรมนี ต่อมาวงนี้ได้วิวัฒนาการไปสู่ Ashra ที่เน้นภาคกีตาร์มากกว่าสมัยแรกเริ่มที่คีย์บอร์ดมีบทบาทสร้างภาพหลอนแก่คนฟัง

นอกจาก Eloy แล้ว วงเยอรมนีที่พอเป็นที่รู้จักในบ้านเรากีมี Lucifer's Friend ที่อัลบั้มชุดแรกๆ อย่าง Where the Groupies Killed the Blues (1975) ออกไปทาง Progressive แต่อัลบั้มชุดต่อๆมากลับเปลี่ยนแนวไปเล่นเพลงในแนวเดียวกับ Uriah Heep แถมนักร้องนำ (John Lawton) ยังออกไปอยู่กับ Uriah Heep ในเวลาต่อมา จนทำให้ Uriah Heep โด่งดังด้วยเพลง Free Me

วงเยอรมนีอื่นๆที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในช่วงทศวรรษที่ 1970 ก็มี Kin Ping Meh ที่ได้รับอิทธิพลจาก The Beatles มาพัฒนาเป็นแนวทางของตัวเอง Epidaurus วงแนว Progressive ที่ผลงานฟังดูด้อยค่าเมื่อได้นักร้องหญิงเสียงไม่ดีมาร้องให้ ในขณะที่ฝีมือดนตรีไม่เป็นสองรองใคร Can ซึ่งมีชื่อเสียงด้านงานทอดลองเสียงแปลกๆ Grobschnitt ที่มีชื่อเสียงทางด้านการแต่งหน้าแบบแหวกแนวพอๆกับแนวดนตรี Progressive และ Wallenstein ที่ถนัดกับแนวซิมโฟนิคร็อก

นอกจากนี้ยังมีหลายวงที่ออกอัลบั้มได้ไม่เกินสามชุดก็พับฐานไป เช่น Sahara, Rebekka, Pell Mell, Werwolf บางวงอย่าง Faithful Breath ก็ออกผลงานแนว Progressive Rock ได้ชุดเดียวที่แฟนเพลงพากันเสียดายในฝีมืออันเยี่ยมยอด เพราะในอัลบั้มชุดต่อๆมา พวกเขาเปลี่ยนแนวไปเล่นฮาร์ดร็อก

หากจะร่ายยาวรายชื่อวงเยอรมนีทั้งหมดคงกินหน้ากระดาษอีกไม่น้อย ในขณะที่ประเทศอื่นใช้เวลาร่วมสิบปีในการพัฒนาดนตรี Progressive Rock แต่เยอรมนีใช้เวลาเพียงสามปีจากปี 1970-73 แล้วทุกอย่างก็จบสิ้นลงในปี 1973 พวกวงฝีมือดีๆทั้งหลายเริ่มหมดภูมิหันไปออกอัลบั้มที่สามัญมากๆกันเป็นแถว โดยไม่ยอมอำลาวงการกันง่ายๆ แม้ว่าวงอย่าง Jane ยังพอมีแรงผลิตอัลบั้มชั้นดีออกมาหลังปี 1973 แต่ก็ถือได้ว่าเป็นส่วนน้อยจริงๆ แม้ว่า Progressive Rock ในอังกฤษและอเมริกาจะฟื้นตัวได้ในอีกหลายปีต่อมา แต่สำหรับเยอรมนีแล้ววันนั้นยังมาไม่ถึง

No comments:

Post a Comment